วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ม.๓๔๐


มาตรา ๓๔๐  ผู้ใดชิงทรัพย์โดย[1]ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท
ถ้าในการปล้นทรัพย์ ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใด[2]มีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท
ถ้าการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ [3]ใช้ปืนยิง ใช้วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมาน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
ถ้าการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต



[1] ร่วมกันกระทำความผิดหมายความว่า เป็นตัวการมีการร่วมกายและร่วมใจ
[2] ผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วย แม้ผู้ร่วมกระทำความผิดจะไม่รู้ว่าอีกคนมีอาวุธก็มีความผิดด้วย ฎ ๘๙๐/๑๙
[3] ใช้ปืนยิง หลักเมื่อผู้กระทำความผิดคนใดใช้ปืนยิง ในการปล้นทรัพย์ ถือว่าผู้กระทำความผิดที่ไม่มีอาวุธปืนหรือไม่ได้ยิงอาวุธปืนยิงตาม ป.อ.๓๔๐ ว.๔ ด้วย (ฎ ๓๖๒๐/๓๘) , เช่นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงสุนัขเพราะสุนัขจะกัด ขณะที่คนร้ายคนอื่นกำลังค้นหาทรัพย์ถือได้ว่าเป็นการปล้นทรัพย์ได้ใช้ปืนยิง ผิดม.๓๔๐ วรรคสี่ ,ปล้นทรัพย์เสร็จพอลงจากเรือนเจ้าทรัพย์ร้องว่าพี่น้องโว้ยอย่าพากันออกมาจะตาย พอห่างไปประมาณ ๑ เส้นได้ใช้ปืนยิงคนละนัดแล้วร้องว่าใครอย่าเข้ามา ถือว่าการปล้นยังไม่ขาดตอน ๑๓๙๐/๐๙

ม.๓๓๙


มาตรา ๓๓๙  ผู้ใดลักทรัพย์[1]โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่า[2]ในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(๑) [3]ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป
(๒) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(๓) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(๔) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(๕) ให้พ้นจากการจับกุม
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าความผิดนั้นเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดแห่งมาตรา ๓๓๕ หรือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต



[1] โดยใช้กำลังประทุษร้าย ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่ต่อคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ๕๗๖๘/๔๔
[2] “ในทันใด”   การทำร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้ายต้องยังไม่ขาดตอนจากการลักทรัพย์  ถือว่ายังไม่ขาดตอน ได้แก่ ผู้เสียหายเห็นจำเลยกำลังลักมะม่วง ตอนแรกหนีไปแต่กลับมาพร้อมกับไม้ไผ่ตรงเข้าจะตีผู้เสียหาย แต่ในทันทีนั้นได้พูดว่า วางเมียผมลงเดี๋ยวนี้ หาไม่วางจะตีผู้เสียหายให้ตาย”
[3] เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ได้แก่ กระชากสร้อยและยิงปืนเพื่อมิให้ตำรวจที่พบเหตุไล่ติดตาม ,คนหนึ่งลักปากกาอีกคนเดินชนให้ผู้เสียหายเซล้มไป ,ผู้เสียหายรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง จำเลยทั้งสองแกล้งทำช่วยเหลือ ใช้อุบายไปส่งบ้าน ขณะจำเลยที่ ๒ ขับรถผู้เสียหายลับสายตา ผู้เสียหายให้จำเลยที่ ๑ หยุดรถเพื่อแจ้งศูนย์วิทยุ จำเลยที่ ๑ ใข้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายตกรถ และจำเลยที่หนี่งย้อนกลับมายังจุดนัดหมาย เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ ๕๘/๔๖

ม.๓๓๗


[1]มาตรา ๓๓๗  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่น[2]ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดย[3]ใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดย[4]ขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือ[5]ของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจ[6]ยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(๑) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(๒) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท



[1] หลักความแตกต่างระหว่าง ชิงทรัพย์กับการกรรโชก  มีดังนี้ ๑.ชิงทรัพย์มีได้เฉพาะสังหาริมทรัพย์ ขณะที่กรรโชกมีได้สังหาและอสังหา  ๒.กรรโชกมีเพียงเจตนาธรรมดา ขณะ ฐานชิงต้องมีเจตนาพิเศษ คือ เจตนาโดยทุจริต ๓.สำคัญมากคือ ถ้าบังคับให้ผู้ถูกข่มขืนใจส่งทรัพย์สินให้ในเวลาทันทีเป็นชิงทรัพย์ หากไม่ทันทีเป็นกรรโชก ๔.ฐานชิงต้องมีการส่งมอบการครอบครองทรัพย์แล้วจึงจะผิดสำเร็จ แต่ความผิดฐานกรรโชกเพียงแต่ยอมจะให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแม้จะยังไม่ส่งมอบก็ผิดสำเร็จ
[2] ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน กรณีถือว่าไม่ใช่ได้แก่  การขู่ให้คิดบัญชีการเงินที่จำเลยเข้าหุ้นทำการก่อสร้าง,กรณีใช่ การทำร้ายให้เสียหายให้ลงชื่ในสัญญากู้
[3] การใช้กำลังประทุษร้ายต้องเป็นการกระทำต่อร่างกาย  ดังนั้น การเข้าแย่งกรงนกผู้เสียหายสู้ไม่ได้จำเลยจึงเอานกเขาไปได้ ไม่เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย ,
[4] การขู่เข็ญ  กรณีไม่เป็นการขู่เข็ญ  เช่นการทำนายว่ากำลังมีเคราะห์ให้สะเดาะเคราะห์โดยเสียค่าครู ,เดินเข้ามาในร้านของว่าเป็นพนักงานตำรวจ มาดูแลความเรียบร้อยต้องการเงิน ๕,๐๐๐ บาทเป็นค่าดูแล ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงได้ไปโทรศัพท์หลังร้านแต่โทรไม่ติด จำเลยเดินออกจากร้านไป, หลัก หากเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก  เช่น จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าผู้เสียหายหักสติกเกอร์ของห้างจำเลยไป จำเลยให้ชำระค่าปรับแก่ห้าง มิฉะนั้นจะส่งให้ตำรวจ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคณีกับผู้เสียหายในทางอาญาได้
[5] ถือว่าเป็นบุคคลที่สาม  เช่น เขียนจดหมายไปขู่เข็ญให้ผู้เสียหายส่งเงินไป ๓,๐๐๐ บาท มิฉะนั้นบุตรผู้เสียหายจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต แม้ได้ความว่าบุตรของผู้เสียหายจะบอกให้จำเลยเขียนไปขู่เข็ญโดยหลอกลวงให้บิดาส่งเงินมาให้ถือว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนใจ เพราะในแง่ผู้เสียหายยังคงถือว่าบุตรผู้เสียหายเป็นบุคคลที่สาม
[6] คำว่า “ยอมเช่นว่านั้น”  ดังนั้นความผิดจะสำเร็จต้องได้ความว่าผู้เสียหายยอมจะให้ตามคำขู่ ดังนั้นไม่กลัวแต่ยอมมอบเงินให้เป็นแผนการจับกุมเป็นเพียงพยายาม  ,แต่หากตกลงยินยอมแล้วต่อมานำตำรวจมาจับกุมก็เป็นความผิดสำเร็จ 

ม.๓๓๖ ๓๓๖ทวิ


มาตรา ๓๓๖  ผู้ใดลักทรัพย์โดย[1]ฉกฉวยเอา [2]ซึ่งหน้า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้[3]ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

มาตรา ๓๓๖ ทวิ  ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๓๓๔ มาตรา ๓๓๕ มาตรา ๓๓๕ ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖ โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือ[4]โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง



[1] ฉกฉวย หมายถึง การที่หยิบจับทรัพย์นั้นโดยเร็ว
[2] ซึ่งหน้า หมายถึง ทรัพย์ที่ฉกฉวยอยู่กับหรือใกล้ชิดกับตัวผู้ครอบครอง หรือผู้ครอบครองแทน และขณะที่ถูกฉกฉวยผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย ดังนั้นหากเป็นการกระตุกสร้อยทางด้านหลัง แต่เจ้าทรัพย์รู้สึกตัวและเห็นเหตุการณ์ก็ถือว่าเป็นการกระทำซึ่งหน้า ๑๓๑๕/๑๓
[3] คำว่า “ผู้อื่น” ไม่ได้หมายความถึงผู้ที่กระทำความผิดด้วยกัน
[4] การกระทำความผิดตามม.๓๓๖ ทวิ  นั้นต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่  ประเด็นคือ จำเลยมีเจตนาจะลักเงินในกระเป๋าที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกให้ลงรถโดยให้ไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถดังกล่าวหนี จำเลยไม่มีเจตนาจะใช้รถตามม.๓๓๖ทวิ ผิดแค่ ๓๓๔ ฎ๑๔๘๖/๔๖

ม.๓๓๔-๓๓๕


มาตรา ๓๓๔  ผู้ใด[1]เอา[2]ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็น[3]เจ้าของรวมอยู่ด้วยไป[4]โดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท

[5]มาตรา ๓๓๕  ผู้ใดลักทรัพย์
(๑) ในเวลา[6]กลางคืน
(๒) ในที่หรือบริเวณ[7]ที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใดๆ
(๓) โดยทำอันตราย[8]สิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือ[9]โดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ
(๔) โดยเข้าทาง[10]ช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้
(๕) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้
(๖) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน
(๗) [11]โดยมีอาวุธ หรือ[12]โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(๘) ใน[13]เคหสถาน [14]สถานที่ราชการหรือสถานที่[15]ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณที่ตนได้[16]เข้าไปโดย [17]ไม่ได้รับอนุญาต หรือ[18]ซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้นๆ
(๙) ใน[19]สถานที่บูชาสาธารณ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน [20]ที่จอดรถหรือเรือ
สาธารณ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือ[21]ในยวดยานสาธารณ
(๑๐) [22]ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
(๑๑) [23]ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
(๑๒) ที่เป็นของ[24]ผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราดังกล่าวแล้วตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทาน และทรัพย์นั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๔ ก็ได้



[1] การเอาไป  ต้องเป็นการแย่งการครอบครองและตัดกรรมสิทธิ์ตลอดไป ในลักษณะแย่งการครอบครองคือเอาไปโดยฝ่าฝืนความยินยอมของเจ้าของทรัพย์หรือผู้ครอบครอง  ดังนั้นถ้าเข้าใจว่าเจ้าของอนุญาตแล้วถือว่าไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ขาดเจตนาลักทรัพย์ เช่น ตัดต้นยูคาลิปตัสเพราะเข้าใจว่าเจ้าของอนุญาตแล้ว ,
กรณีที่ถือว่าไม่เอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ เช่น เอารถของผู้อื่นไปเพื่อใช้ในการหลบหนีเป็นการเอาไปเพียงชั่วคราวไม่ผิด เช่นยิงคนอื่นตายใช้ปืนจี้รถจักรยานยนต์ไปทิ้งไว้ห่างจากที่เกิดเหตุ ๒๐ กิโลเมตร,น้องถูกจับฐานนำปลาย่างหลบหนีภาษี พี่ชายไปเอาปลาย่างของกลางไปจากตำรวจไม่มีเจตนาเอาทรัพย์แต่ผิดทำลายหลักฐาน๑๔๒ เหตุผลที่ศาลวางมี  ๒ ประเภท ๑.เป็นการเอาทรัพย์ผู้อื่นไปชั่วคราว ไม่เป็นการเอาไปเช่น๑๐๐๒/๓๕ ๒.ไม่มีเจตนาหรือเจตนาทุจริต เช่น ฎ ๗๘๘๐/๔๗  ,ประเด็นเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปจำนำ เป็นการเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์แล้ว ,บอกขายทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่ใช่ของตน
[2] ทรัพย์  ประเด็นสำคัญ  ลักกระแสไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์ ฎีกา ๘๗๗/๐๑ ป วางหลักว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์  ฎีกา ๑๘๘๐/๔๒ป ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์ ผิดลักทรัพย์เพราะสัญญาณโทรศัพท์เป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง  (เอาไปซึ่งทรัพย์ผู้อื่น) มีฎีกา ๑๙๔๔/๔๙ การปรับจูนและก๊อปปี้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเพียงการแย่งการใช้สัญญาณคลื่นโดยไม่มีสิทธิเท่านั้นไม่ผิดลักทรัพย์(มิใช่เป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยทุจริต),ทรัพย์ต้องเป็นวัตถุมีรูปร่าง ข้อมูลในแผ่นบันทึกข้อมูลไม่ถือว่าเป็นทรัพย์
[3] หลักจะผิดลักทรัพย์ต้องได้ความว่าเจ้าของรวมผู้ลักมิได้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ ,เอาทรัพย์ของบุคคลมารวมเข้าด้วยกันจนแบ่งแยกไม่ได้ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ประธานย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์ที่รวมแต่ผู้เดียวแต่ต้องใช้ค่าแห่งทรัพย์อื่น ปพพ.๑๓๑๖ ว.๒ ไม่ใช่เรื่องเจ้าของรวม เจ้าของทรัพย์ประธานเอาไปไม่ผิดลักทรัพย์เช่น ผู้เช่าซื้อเอารถที่เช่าชื้อมาต่อตัวถัง  ผู้ให้เช่าชื้อเอารถไปทั้งหมดไม่ผิด
[4] เจตนาโดยทุจริต  หมายถึง เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น  กรณีไม่ทุจริตเช่น ๑.เอาเพื่อเป็นการหยามน้ำหน้า หรือเพื่ออวดเพื่อนด้วยอารมณ์โกรธแค้น  เช่น ยกพวกต่อยตีกันเอากระเป๋าผู้เสียหายไปบอกว่าอยากได้ให้ตามไปเอา ,ขึ้นไปบังคับเอาเสื้อฝึกงานกับแหวนรุ่นโดยเป็นนักศึกษาต่างสถาบันที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ,จำเลยขายบริการให้แต่ผู้เสียหายผิดข้อตกลงจึงทำร้ายผู้เสียหายและเอาปืนไปโยนทิ้งน้ำเพราะกลัวผู้เสียหายจะยิง ,๒.เอาไปโดยถือวิสาสะ เช่น เป็นคู่เขยกันจำเลยเข้าไปบ้านผู้เสียหายเอาปืนของผู้เสียหายไปเฝ้าข้าว  ๓.เจ้าหนี้ใช้อำนาจบังคับหนี้โดยพลการ โดยที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ยึดมีราคาไม่เกินกว่าจำนวนที่ลูกหนี้ค้างชำระ เช่นค้างชำระค่าเช่านา ๒๙,๔๐๐ ไม่ยอมจ่ายเจ้าหนี้เอาเกวียนกับกระบือไปราคา ๗,๕๐๐ บาทไปเพื่อหักหนี้  หรือมีข้อตกลงว่าจะให้ค่าเช่า ๑๐๘ ถัง ผู้เสียหายไม่ชำระผู้ให้เช่าเข้าไปตักข้าวไป ๑๐๘ ถัง ๔.เอาทรัพย์ไปเป็นประกันเพื่อให้เจ้าหนี้ที่ค้างไม่เป็นการเอาไปโดยทุจริต เช่น เอาตู้เย็นไปบอกภริยาและลูกว่าให้ไปตกลงเรื่องหนี้  ประเด็นเจ้าของเดินกับเจ้าของใหม่  ๑.ทำสัญญาประนีประนอมในคดีแพ่ง โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถว มีข้อตกลงยกเครื่องปรับอากาศให้โจทก์  จำเลยเอาไปผิดลักทรัพย์ ๒.ปลูกอ้อยไว้ในที่ดินขายที่ดินไม่มีข้อตกลกเรื่องอ้อย  เจ้าของเดิมไปตัดอ้อยผิดลักทรัพ์เพราะ อ้อยเป็นไม้ล้มลุกจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน การขายที่ดินไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในต้นอ้อยโดยไปยังผู้ซื้อด้วย เจ้าของเดิมเข้าไปตัดอ้อยไม่ผิด ,
[5] การปรับบทเมื่อผิดตามมาตรา ๓๓๕ แล้วไม่ต้องปรับบทลงโทษตามม.๓๓๔ อีก ฎ๓๖๕๐/๒๗
[6] กลางคืน หมายความว่า  ระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้นม.๑(๑๑) โดยให้ดูดวงอาทิตย์เป็นสำคัญไม่ใช่ดูแสงอาทิตย์ (พระอาทิตย์ขึ้นมา หมายความว่าพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าแล้ว
[7] มีเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ของผู้ที่ได้รับอันตรายจากการเกิดเพลิงไหม้ การระเบิดหรืออุทกภัยหรือไม่ก็ตาม
[8] ถือเป็นการทำลายสิ่งกีดกั้น ได้แก่ การตัดโซ่ที่ใช้ยึดกล้องวีดีโอในห้างสรรพสินค้า และต้องเป็นการทำลายตอนเข้าไปลักทรัพย์ไม่ใช่ทำลายในตอนกลับ
[9] ถือว่าผ่านสิ่งกีดกั้น ได้แก่ การเข้าไปลักทรัพย์ในห้องนอนที่เปิดอยู่ ,การเข้าไปลักทรัพย์ในรถกระบะ ,กรณีไม่เป็นการผ่านสิ่งกีดกัน ได้แก่ การใช้กุญแจปลอมไข
[10] ช่องทางต้องมีอยู่แล้ว มิใช่ตัดช่องเปิดหลังคา
[11] โดยมีอาวุธ  หากเป็นการเข้าไปลักทรัพย์โดยมีอาวุธโดยสภาพไม่ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้  กล่าวคือแม้ไม่ได้ความว่าพกมีดและขวานไปทำอะไร ก็ผิด ๗๓๐/๐๙ ,แต่หากไม่ใช่อาวุธโดยสภาพต้องได้ความว่ามีเจตนาจะใช้ทำอันตรายอย่างสาหัสอย่างอาวุธ ,อาวุธต้องมีอาวุธอยู่ในระหว่างการลักทรัพย์  ,หากเป็นการได้อาวุธจากการลักทรัพย์หรือแย่งจากเจ้าของทรัพย์ไม่ใช่เป็นการลักทรัพย์โดยมีอาวุธ ๘๘๖/๙๒
[12] โดยร่วมกันกระทำความผิด หมายความว่าการกระทำดังกล่าวต้องเป็นการเข้าลักษณะของตัวการไม่รวมถึงผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน ตามม.๘๔ หรือ ๘๖
[13] กรณีเป็นเคหสถาน ได้แก่ เกวียนที่เจ้าของใช้เป็นที่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ,ที่พักคนงานที่อยู่กินหลับนอนชั่วคราว ,โรงภาพยนตร์ที่มีคนอยู่ประจำเฝ้ารักษาไว้ระหว่างที่ไม่ใช่เวลาฉายภาพยนตร์เป็นเคหสถาน,กุฏิพระเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับพระภิกษุ,เล้าไก่ห่างจากตัวเรือน ๑
[14] สถานที่ราชการ  กรณีไม่ใช่ได้แก่ ลักทรัพย์ในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยไม่เป็นสถานที่ราชการ๒๘๔๕/๔๓ ,สำนักงานประปาสงขลาเป็นรัฐวิสาหกิจมิใช่สถานที่ราชการ ๑๒๔๓/๔๕
[15] สถานที่ที่จัดเพื่อให้บริการสาธารณะ หมายความถึง สถานทีที่ให้การช่วยเหลือหรือปฏิบัติภารกิจสนองความต้องการเพื่อประโยชน์ของประชาชน  แนวฎีกา โรงพักสินค้าของการท่าเรือสำหรับขนถ่ายสินค้า ๗๑/๐๓
[16] การเข้าไป หมายความว่า ต้องเป็นการเข้าไปทั้งตัว (ฎ ๙๙๖/๙๒ ป)
[17] ไม่ได้รับอนุญาต  หากเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ผิด เช่น เจ้าของบ้านมอบกุญแจให้เข้าไปเดินสายไฟแล้วลักทรัพย์ก็ไม่ผิด ๓๓๕(๘)
[18] ซ่อนตัว หมายความถึงกรณีเข้าไปแม้โดยได้รับอนุญาตแต่ถือโอกาสไม่กลับออกมา
[19] สถานที่บูชาสาธารณะไม่จำกัดศาสนา กรณีไม่ใช่ ได้แก่ลักตู้บริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณตั้งศพเจ้าอาวาสไม่ผิดม.๓๓๕(๙)
[20] ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ หมายถึงที่ที่ประชาชนใช้ขึ้นลงรถหรือเรือ ดังนั้นป้ายที่จอดรถประจำทางเป็นแต่หยุดรับส่งคนโดยสารแล้วผ่านต่อไปไม่ใช่ที่จอดรอรับส่งคนโดยสาร หากลักที่ป้ายจอดรถประจำทางจึงไม่ผิดมาตรานี้ ๙๘๔/๐๔
[21] ในยวดยานสาธารณะ ตัวผู้กระทำไม่จำเป็นต้องอยู่ในยวดยานสาธารณะนั้น  ดังนั้น จำเลยยืนอยู่นอกรถโดยสารประจำทางแล้วใช้กำลังประทุษร้ายดึงตัวผู้เสียหายให้ลงมาจากรถแล้วบังคับเอาทรัพย์จากผู้เสียหายผิด ม.๓๙๙ ว.สอง ประกอบด้วยม.๓๓๕(๙)
[22] ลักเงินในตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์
[23] ความผิดตามม.๓๓๕(๑๑) ขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์ที่ลักว่าเป็นของนายจ้างหรือความครอบครองของนายจ้างหรือไม่ หากได้จำกัดว่าต้องเป็นการลักทรัพย์ที่นายจ้างมอบหมายให้ลูกจ้างครอบครองดูแลรับผิดชอบเท่านั้นไม่ แม้จำเลยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ของกลางที่ลักก็เป็นความผิดตามม.๓๓๕(๑)ได้  ,ความเป็นนายจ้างเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้ร่วมกระทำความผิดหากไม่ได้เป็นลูกจ้างก็ไม่ผิดตามมาตรานี้ด้วย  
[24] ผู้มีอาชีพกสิกรรม หมายความถึง การเพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ ไม่หมายความรวมถึงประมงหรือป่าไม้ และทรัพย์จะต้องเป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม

ม.๓๒๖-๓๓๓


หมวด ๓
ความผิดฐานหมิ่นประมาท
                       

มาตรา ๓๒๖  ผู้ใด[1]ใส่ความผู้อื่นต่อ[2]บุคคลที่สาม [3]โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง [4]ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๒๗  ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส  หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒๖ นั้น

มาตรา ๓๒๘  ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำ[5]โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา ๓๒๙  ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(๑) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(๒) ในฐานะเป็น[6]เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(๓) [7]ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(๔) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่อง[8]การดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

มาตรา ๓๓๐  ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด [9]พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

มาตรา ๓๓๑  คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่ง[10]แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

มาตรา ๓๓๒  ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง
(๑) ให้ยึด และทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท
(๒) [11]ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

มาตรา ๓๓๓  ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้
ถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย



[1] ใส่ความ พจนานุกรมหมายถึง หาเหตุร้ายกล่าวเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเช่น การกล่าวตามข้อความที่ได้รับบอกเล่ามาต่อบุคคลที่สาม ,มีผู้นำจดหมายมาส่งที่มีข้อความหมิ่นมาส่งให้จำเลยอ่านและเอาจดหมายให้บุคคลที่สามอ่าน เป็นการ แสดงความให้ปรากฏแก่บุคคลที่สามถือว่าจำเลยได้ใส่ความผู้เสียหายด้วยถ้อยคำนั้นแล้ว,เป็นการตอบคำถามสมุห์บัญชี,กรณีไม่เป็นการใส่ความเช่นการใส่ความต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่กล่าวหากเป็นเพียงการคาดคะเน หรือคำขู่ไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง เช่นการถามว่าผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวหรือไม่,หรือโจทก์ร่วมเป็นบุคคลวิกลจริต ไม่สามารถทำงานได้(เลื่อนลอยไม่ยืนยันข้อเท็จจริง) ,ถ้อยคำที่เปรียบเทียบไม่สุภาพ เหยียดหยามทำให้อับอายเช่น โจทก์ยกที่ดินให้แล้วยังจะเอาคืน เสือกโง่เองอย่าหวังได้คืนเป็นการถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ,การลงในหนังสือพิมพ์ประกาศจับผู้อื่นโดยอ้างว่ากระทำความผิด มีการลงรูปด้วยทั้งที่รู้ที่อยู่ที่ชัดเจนเป็นหมิ่น,การใส่ความกลุ่มบุคคล โดยไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะและถ้อยคำที่กล่าวว่าไม่อาจเข้าใจว่าหมายถึงผู้ใดไม่เป็นหมิ่น เช่นแพทย์ชายในศิริราช,การกล่าวถึงกองทัพไม่ระบุว่ากองทัพใด แต่ถ้าใส่ความทุกคนในกลุ่มเป็นหมิ่นเช่น ทนายความเมืองร้อยเอ็ดครบไม่ได้ทนายมี ๑๐คนหมิ่น
[2] การส่งจดหมายให้โจทก์โดยตรงไม่เป็นการใส่ความแม้บุคคลที่สามจะทราบเองไม่ผิด(เรื่องนอกเหนือเจตนา)
[3] โดยประการที่จะทำให้ถูกดูหมิ่นเกียรติชัง กล่าวถึงข้อความที่เป็นไปไม่ได้ย่อมไม่ทำให้คนเชื่อและถูกดูหมิ่นเช่นเป็นผีปอบ เป็นชาติหมา (เพราะต้องทำให้คนฟังเชื่อ) หรือเป็นชายเจ้าชู้ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ,การแจ้งความเท็จเพื่อเป็นหลักฐานแม้ไม่ผิด ๑๓๖ แต่ผิดหมิ่นได้
[4] พิจารณาจากความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไป มิใช่พิจารณาถึงความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทอย่างเดียว,เช่นการระบายความรู้สึกในศาล,ความแตกต่างระหว่างดูหมิ่นกับหมิ่นประมาทได้แก่ ดูหมิ่นหมายถึงเป็นการประทุษร้ายต่อเกียรติที่บุคคลมีอยู่ในตัวโดยผู้ถูกดูหมิ่นถูกลดคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของผู้ถูกดูหมิ่นด้วยตนเองส่วนหมิ่นประมาทเป็นการประทุษร้ายต่อเกียรติที่บุคคลมีอยู่ในสังคม โดยผู้หมิ่นประมาททำให้บุคคลที่สามเป็นผู้ลดคุณค่าที่มีอยู่ในสังคมของผู้ถูกหมิ่นประมาทเอง
[5] ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ด้วยข้อความหมิ่นประมาท เป็นความผิดตาม ๓๒๖ ไม่ผิด๓๒๘ โดยไม่ปรากฏว่า ใช้บังคับหรือจ้างวานหนังสือพิมพ์ ,การปรับบท ๓๒๘ ไม่ต้องยกปรับ ๓๒๖เพราะมิใช่การกระทำความผิดหลายบท(เพราะเป็นการลำดับโทษเป็นขั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ มิใช่เป็นความผิดหลายบทตาม ม.๙๐ หรือเป็นความผิดตาม ๓๒๘ แล้วไม่จำต้องยกม.๓๒๖ขึ้นปรับโทษอีก,
[6] ถือว่าแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริตโจทก์ขอกลับเข้ารับราชการ มีหนังสือสอบถามจำเลยทำหนังสือตอบว่าเพราะมีมลทินมัวหมอง เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต,แจ้งว่ามีข้าราชการเรียกเอาเงินจากผู้มารับบริการ (เพราะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสุจริต รักษาชื่อเสียงทางราชการถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะฟ้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน)ถือว่าไม่สุจริต ได้แก่ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาทำบันทึกกล่าวโทษโจทก์ต่อผู้ว่า ,

[7] ติชมด้วยความเป็นธรรม เช่น ภริยาร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาเรื่องโจทก์มีความสัมพันธ์กับสามีเกินกว่าธรรมดา
[8] การแสดงความคิดเห็นเรื่องแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเช่น คดีล้มละลายบรรยายฟ้องเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว,การนำข้อความตามคำฟ้องคดีอาญาต่อศาลมาลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นการรายงานข่าว
[9] หมิ่นนายกเทศมนตรีว่าจ่ายเช็คไม่มีเงิน เป็นเรื่องส่วนตัว
[10] ในคดีฟ้องหย่า โจทก์อ้างว่าอีกฝ่ายเป็นชู้กับบุคคลอื่นถือว่าเป็นข้อความในกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาคดี
[11] ให้อำนาจศาลให้มีคำสั่งให้โฆษณาเฉพาะคำพิพากษาเท่านั้น มิได้ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย การที่ศาลล่างสั่งให้โฆษณาคำขออภัยเป็นการลงโทษนอกเหนือที่กฎหมายบัญญัติต้องห้ามตามม.๒วรรคหนึ่ง