วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ม.๓๑๗-๓๑๙


มาตรา ๓๑๗  ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร [1]พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก[2]บิดามารดา [3]ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท
ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวเด็กซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำ[4]เพื่อหากำไร หรือ[5]เพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา ๓๑๘  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท
ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท

มาตรา ๓๑๙  ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้น[6]เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท
ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น



[1] หมายถึง การพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากความปกครองดูแลของบุคคลดังกล่าว ทำให้ความปกครองดูแลของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน อันเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล  ได้แก่ ผู้เยาว์หลบหนีออกจากบ้านก็ยังถือว่าเด็กหรือผู้เยาว์นั้นอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล,การที่ผู้เยาว์เต็มใจไปเที่ยวกับจำเลย ผู้เยาว์ยังไม่พ้นจากความปกครองของบิดามารดา และแม้จำเลยจะชวนผู้เยาว์กลับไม่ยอมกลับ ไม่มีสิทธิพาไปและกระทำชำเราผิด,จำเลยไปที่บ้านของจำเลยก็ยังอยู่ในความปกครองของบิดามารดา จำเลยอุ้มเข้าห้องนอนเป็นการพรากเพื่อการอนาจาร(ม.๓๑๗วรรคแรก มีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาหรือแยกออกจากความปกครองดูแล “โดยไม่จำกัดว่ากระทำด้วยวิธีใดและไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล ,แม้อยู่กับยายแต่ไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ภายในอำนาจปกครอง,กรณีมีอายุและการศึกษาพอสมควรรู้ว่าจำเลยประสงค์ขอร่วมประเวณี ขณะอยู่ที่บ้านมีอิสระไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย ไม่เป็นพราก ๗๘๕๕/๒๕๔๙ ,การที่บิดามารดาอนุญาตให้จำเลยซึ่งเป็นคู่รักพาไปเที่ยวเพื่อให้คุ้นเคยไม่ถือว่าเป็นการพรากผู้เยาว์ ,คำว่า “พราก” หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทำการโดยวิธีใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องใช้กำลังหรืออุบาย(ทำในเส้นทางหรือนอกเส้นทางรับส่งผู้เสียหายก็ผิด),การที่ผู้เสียหายออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นชั่วคราวแล้วกลับบ้านยังอยู่ในอำนาจปกครอง(แม้ว่าจะออกจากบ้านโดยจำเลยไม่ได้ชักชวน),การที่ผู้เยาว์ขออนุญาตบิดามารดาไปนอนค้างทื่อื่นหรือไปทำธุระอย่างอื่นอย่างใดไม่ถือว่าเป็นการพ้นอำนาจปกครองของบิดามารดา,หากพาผู้เยาว์ไปได้รับอนุญาต แต่กระทำนอกขอบอนุญาตก็ผิดเช่นอนุญาตให้พาไปพบสามีส.ซึ่งทำงานอีกที่หนึ่งแต่พาไปเข้าโรงแรมผิด
[2] บิดาหมายถึงบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
[3] ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ใช้อำนาจปกครองอย่างบิดามารดา เช่นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ได้เลี้ยงดูผู้เยาว์มาตลอดถือว่าเป็นผู้ปกครอง๕๙๘๙/๒๕๔๘ เช่น เป็นน้าและนายจ้างได้รับมอบอำนาจปกครองจากบิดามารดา,ความผิดสำเร็จตั้งแต่ได้พาหรือแยก การที่บิดามารดาได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนและการที่ยอมให้สมรสไม่เป็นการลบล้างความผิดและไม่มีข้อยกเว้นโทษ,
[4] เพื่อหากำไร ได้แก่ ลักเด็กไปเพื่อขอทานหาเงิน ,
[5] เมื่อจำเลยมีเจตนาพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ถือว่าได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายแล้ว แม้จำเลยจะยังไม่ได้กระทำการข่มขืนกระทำชำเราก็ตาม,หากได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองไม่เป็นการพราก,เพื่อการอนาจารหมายถึงพรากเด็กไปกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรในทางเพศ หากเด็กและจำเลยต่างมีเจตนาจะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาไม่ใช่การพรากไปเพื่อการอนาจารไม่ผิด๓๑๗วรรคสามแต่ผิด๓๑๗วรรคแรก,ต่างจากความผิดม.๓๑๙(การพรากกว่า๑๕ ไม่เกิน๑๘ ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจ)พรากไปเพื่อเป็นสามีภริยาไม่เป็นการอนาจารไม่ผิด๓๑๙ และ๒๘๓ ทวิศาลต้องพิพากษายกฟ้อง,จำเลยมีภรรยาอยู่แล้ว แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นภรรยา เป็นการพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ,ให้ไปร้องเพลงและเต้นรำการเต้นรำไม่เป็นเพื่อการอนาจาร,การสำคัญผิดเข้าม.๕๙ วรรคสามไม่ใช่ ๖๒
[6] กรณีไม่เต็มใจ ได้แก่ ถูกหลอกลวงให้ไปด้วย

ม.๓๑๓-๓๑๖


มาตรา ๓๑๓  ผู้ใด[1]เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่
(๑) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป
(๒) เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือ
(๓) หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือผู้ถูกกักขังนั้นรับอันตรายสาหัส หรือเป็นการกระทำ[2]โดยทรมาน หรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
ถ้าการกระทำความผิดนั้นเป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือผู้ถูกกักขังนั้น[3]ถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

มาตรา ๓๑๔  ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓ ต้อง[4]ระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา ๓๑๕  ผู้ใด[5]กระทำการเป็นคนกลาง โดยเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใดที่มิควรได้จากผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓ หรือจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา ๓๑๖  ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓ มาตรา ๓๑๔ หรือมาตรา ๓๑๕ จัดให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขัง[6]ได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โดยผู้นั้นมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ให้ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง



[1] เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ จึงไม่จำต้องได้มาแล้วจึงจะมีความผิด ,จับคนไปเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นความผิดสำเร็จ เมื่อนำตัวคนไปโดยเจตนาพิเศษเพื่อได้มาซึ่งค่าไถ่ แม้ยังไม่ได้ติดต่อเรียกค่าไถ่ก็ตาม ,การเอาตัวหน่วงเหนี่ยวกักขัง  เพื่อให้ผู้กระทำชำระหนี้ของตน โดยเชื่อว่าสามารถทำได้ ดังนี้หรือประโยชน์ที่เรียกร้องเป็นการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ใช่ค่าไถ่ ๑(๑๓) “ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เรียกเอาหรือให้เพื่อแลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่อาจผิด ๓๐๙ ,๓๑๐
[2] โดยทรมาน เช่น โจทก์ร่วมจะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ จำเลยทั้งสองจะช่วยถอนกางเกงให้ กักขังไว้ ๑๓๓วัน
[3] ผู้ถูกจับตัวถึงแก่ความตายเนื่องจากการกระทำความผิด ผู้กระทำความผิดทุกคนต้องรับโทษตาม ๓๑๓ วรรคท้าย ผู้กระทำความผิดบางคนจะอ้างว่าไม่รู้เห็นในการฆ่าของผู้กระทำความผิดคนอื่นไม่ได้ ๓๒๐๔/๒๒(การฆ่าเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย),จำเลยจับผู้เสียหายกักขังและทรมานเป็นการทารุณและจิตใจเป็นเหตุให้ผู้ตายฆ่าตัวตาย เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย,ถูกกักขังทรมานระยะเวลาประมาณ๓เดือนตัดสินใจโดดตึกตาย,
[4] ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น เช่นผู้รับตัวผู้ถูกเรียกค่าไถ่ขังไว้
[5] หลักต้องเป็นทรัพย์สินที่มิควรได้ หากผู้เสียหายมอบเป็นค่าใช้จ่ายในการติดต่อกับคนร้ายโดยจำเลยมิได้รู้เห็นกับคนร้ายไม่ใช่ทรัพย์สินที่มิควรได้ มีการเรียกค่าไถ่ ช่วยพูดกับบุตรผู้เสียหายว่า “เขาจะเอาเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเสีย จะได้หมดเวรหมดกรรมกัน” มิได้เกี่ยวกับเรียกค่าไภ่โดยตรง
[6] การจัดให้ผู้ที่ถูกเอาตัวไปได้รับเสรีภาพตามม.๓๑๖ นี้ต้องเป็นการกระทำของผู้กระทำความผิดด้วย ผู้กระทำความผิดจึงได้รับผลของมาตรา ๓๑๖,จะต้องเป็นการกระทำของผู้กระทำความผิดคือจำเลยหรือผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย แต่กรณีนี้เป็นเรื่องผู้เสียหายตามไปพบและอุ้มเอาบุตรสาวมาเองจำเลยมิได้กระทำการใด,จำเลยได้รับค่าไถ่แล้วปล่อยตัวผู้ถูกจับเป็นการจัดให้ผู้เสียหายได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา,หรือจับตัวผู้เสียหายมาแล้วเกิดเห็นใจ จึงปล่อยให้บุคคลอื่น จนผู้เสียหายหลบหนีไปได้ เป็นการจัดให้ผู้เสียหายได้รับเสรีภาพ,ตำรวจจับตัวคนร้ายได้คนหนึ่ง คนร้ายอื่นจึงได้ปล่อยตัวผู้ถูกจับ เข้า๓๑๖ ,ผู้กระทำความผิดบางคนเป็นผู้ปล่อยตัวผู้ถูกจับผู้กระทำความผิดทุกคนได้รับประโยชน์ตามมาตรา ๓๑๖ เพราะเป็นเหตุลักษณะคดี

ม.๓๐๙-๓๑๐


มาตรา ๓๐๙  ผู้ใด[1]ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือได้กระทำเพื่อให้ผู้ถูกข่มขืนใจทำ ถอน ทำให้เสียหาย หรือทำลายเอกสารสิทธิอย่างใด ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

มาตรา ๓๑๐  ผู้ใด[2]หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย หรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘ นั้น



[1] จำเลยกับพวกนำอาวุธปืนติดตัวเข้าไปพูดจาให้ผู้เสียหายคิดบัญชีการที่จำเลยกับผู้เสียหายเข้าหุ้นทำการก่อสร้าง โดยขู่ว่าถ้าหากไม่คิดจะเกิดเรื่อง ไม่ผิดกรรโชก เพราะจำเลยไม่มีทางได้ประโยชน์โดยมิชอบแต่ประการใดแต่ผิด ๓๐๙วรรคสอง(เป็นการกระทำโดยมีอาวุธ) ,จำเลยข่มขืนใจให้หยุดรถและหันปืนมาเตรียมยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่หยุดและขับรถหนีผิดพยายาม , พนักงานตำรวจข่มขืนใจให้มอบเงิน๕๐๐บาทผู้เสียหายจ่าย๑๐๐บาทจึงไม่พอใจ และทำร้ายผู้เสียหายและแกล้งจับโดยไม่มีอำนาจผิด๑๔๘,๓๓๗ว.๒ ,๓๐๙ว.๒,ม.๒๙๕ ความผิด๓๐๙ ๓๓๗ ผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้นแม้จะยอมไม่เต็มตามที่ถูกเรียกร้องก็เป็นความผิดสำเร็จ,ใช้ปืนบังคับให้ไปส่งไม่ต้องการเอารถไม่เป็นชิงแต่เป็นความผิดตาม ป.อ.ม.๓๐๙วรรคสอง,
[2] กดจมน้ำเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าขาดตอน จำเลยอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ก.ได้มาพูดขอตัวผู้เสียหายเพื่อนำส่งรพ.แต่จำเลยไม่ยอมคืนเป็นหน่วงเหนี่ยวอีกกรรม, แม้แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานให้จับกุมและควบคุมผู้เสียหาย ผู้แจ้งไม่ผิด ๓๑๐ เพราะการจับเป็นเรื่องดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่จะพิจารณาเห็นสมควรจับกุมอีกครั้งหนึ่ง,  แต่ถ้าแจ้งให้จับตามหมายที่ใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจของเจ้าพนักงานแล้ว จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ ม.๘๔ ๓๑๐(แสดงว่าตำรวจเป็นตัวการ),การหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย “มุ่งที่ตัวบุคคล” ดังนี้การขัดขวางไม่ให้รถออกจากซอยโดยผู้เสียหายอาจเดินออกไปได้ จึงไม่เป็นความผิด ม.๓๑๐ ,การกักขังผู้อื่นในอาคารไม่ให้ออกไปที่อื่นเป็นหน่วงเหนี่ยวแต่การปิดประตูตึกหรืออาคารไม่ให้ผู้อยู่อาศัยเข้าไปในตึกหรืออาคาร ไม่เป็นความผิดตาม ๓๑๐ วรรคหนึ่ง(๒๑/๒๕๓๑),

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ม.๒๘๒


มาตรา ๒๘๒  ผู้ใด[1]เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป[2]เพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท
ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไปตามวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี



[1] เพื่อสนองความใคร่ของบุคคลอื่น  จึงมิใช่การสนองความใคร่ของตนเอง เช่น พาหญิงไปอนาจารเองไม่ผิดมาตรานี้ ฎีกา๔๗๔๙/๓๔ จำเลยที่ ๑-๓ ร่วมกันดักฉุดผู้เสียหายไปให้จำเลยที่ ๓ สำเร็จความใคร่และเพื่อการอนาจารผู้เสียหายของจำเลยที่๓ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดด้วยกันหาใช่เพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นไม่ ,คำว่าสนองความใคร่หมายถึง เพื่อความพึงพอใจของชายหรือหญิงในทางเพศ ไม่จำต้องถึงขนาดการร่วมประเวณีเพียงแต่ได้กอดจูบลูบคลำก็ถือว่าเพื่อสนองความใคร่แล้ว ,การพาไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดสำเร็จทันทีโดยไม่จำเป็นที่ผู้เสียหายต้องถูกกระทำอนาจารก่อน,
[2] เพื่อการอนาจารหมายถึง เพื่อกระทำการอันไม่สมควรในทางเพศ 

ม.๒๘๑


มาตรา ๒๘๑  การกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคแรก และมาตรา ๒๗๘ นั้น ถ้า[1]มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา ๒๘๕ เป็นความผิดอันยอมความได้



[1] กระทำต่อหน้าธารกำนัน หมายความว่า เป็นการกระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้คนอื่นสามารถเป็นการกระทำของตนได้ แม้ในขณะเกิดเหตุไมจะไม่มีบุคคลใดเห็นก็ตาม ๔๘๓๖/๔๗ ,กระทำต่อหน้าผู้ร่วมกระทำความผิดมิใช่ต่อหน้าธารกำนัน

ม.๒๗๘-๒๗๙


มาตรา ๒๗๘  ผู้ใด[1]กระทำอนาจารแก่[2]บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดย[3]ขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๗๙  ผู้ใดกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ผู้กระทำได้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



[1] กระทำอนาจาร หมายความว่า การกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศ เช่น การกอบจูบ ลูบคำ แตะเนื้อต้องตัวร่างกายในทางไม่สมควรทางเพศ ก็ผิดแล้วซึ่งต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเวณีหรือเพื่อความใคร่  แต่ไม่รวมถึง การกล่าวถ้อยคำหรือเขียนภาพด้วยถ้อยคำลามกซึ่งจะผิดม.๓๘๘ กระทำลามก ,แนวฎีกา ถือว่ากระทำอนาจาร ,ดึงกางเกงในผู้เสียหายหลุด ,จำเลยเปลือยกายเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ,
[2] บุคคล หมายความว่า ชายทำต่อชายหรือหญิงทำต่อหญิงก็ผิดทั้งสิ้น,
[3] ไม่ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เช่น หลอกว่ารักษาโรคให้ผู้เสียหายได้ โดยใช้เท้าเหยียบที่หน้าขาที่อวัยวะเพศท้อง หน้าอก ใช้มือคลำทั่วอวัยวะเพศ แสดงว่าผู้เสียหายยอมให้ทำอนาจารโดยโง่เขลาเบาปัญญาหลงเชื่ออย่างงมงาย

ม.๒๗๖-๒๗๗


มาตรา ๒๗๖  ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดย[1]มีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการ[2]โทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้

มาตรา ๒๗๗  ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกันและเด็กนั้นไม่ยินยอม หรือได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
ความผิดตามที่[3]บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีกระทำต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้า[4]ศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยผู้กระทำความผิดนั้นไป



[1] โดยมีหรือใช้อาวุธ หมายความว่า จำเลยข่มขืนโดยมีอาวุธแม้ไม่ได้ใช้อาวุธก็ผิดสำเร็จแล้ว ,ใช้สิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงลูกกระสุนพลาสติก มิใช่อาวุธปืนตาม พรบ.อาวุธปืนไม่ผิด
[2] โทรมหญิง หมายถึง  มีผู้ร่วมกระทำชำเราผู้อื่นด้วยตนเองอย่างน้อย ๒ คนผลัดเปลี่ยนกัน ๒๔๔๙/๒๗ ดังนั้นหากมีการข่มขืนกระทำชำเราเพียงคนเดียว แม้จะมีผู้ร่วมกระทำในลักษณะอันเป็นตัวการตามม.๘๓ เพียงแต่กอดจูบ ไม่ผิดฐานโทรมหญิง ๑๒๐๒/๒๙(ป) ,มีการร่วมประเวณี ๒ คน โดยหญิงยินยอมหนึ่งคนไม่เป็นการโทรมหญิง ๒๐๗๓/๓๗ ,การผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราของผู้กระทำความผิดตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปแล้วแม้อีกคนจะอยู่ในขั้นพยายาม(สอดใส่ไม่ได้) ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว
[3] บัญญัติไว้วรรคหนึ่ง หมายความว่า  ต้องกระทำโดยเด็กยินยอม หากเด็กไม่ยินยอม แม้จดทะเบียนกันในภายหลังก็ไม่เข้าข้อยกเว้นมาตรา ๒๗๗วรรคท้าย และได้รับยกเว้นโทษเฉพาะความผิดนี้หากเป็นความผิดอื่นเช่นพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารต้องรับโทษ ม.๓๑๗ วรรคท้ายอยู่
[4] ศาลอนุญาตให้ทำการสมรส  เป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้ชายและหญิงสมรสกัน ซึ่งเป็นกรณีชายและเด็กหญิงอายุยังไม่ครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ จึงไม่อาจสมรสกันได้ ต้องให้ศาลอนุญาตก่อน ดังนั้นถ้าขณะจดทะเบียนสมรสชายและหญิงอายุครบ ๑๗ ปีและผู้ปกครองยินยอม ย่อมทำการจดทะเบียนสมรสกันได้โดยที่ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนและถือว่าเข้าเงื่อนไขตามม.๒๗๗ วรรคท้าย ชายไม่ต้องรับโทษ